เมื่อพิจารณาถึงกลไกตลาดทุนในปัจจุบัน มีถ้อยคำบางคำที่ ผู้นำทางการเมืองต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่ประเทศกำลังแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล นั่นคือการประกาศท้าทายระบบการเงินโลก ส่งผลให้ในปัจจุบัน กลไกตลาดทุนได้เริ่มกระบวนการ แสดงปฏิกิริยาตอบรับในทิศทางเชิงลบอย่างเห็นได้ชัด ต่อทัศนคติที่ละเลยความจริงทางการเงิน
เพื่อความชัดเจนในเชิงวิเคราะห์ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร เราจำเป็นต้องดูข้อมูล ตัวเลขและสถิติเชิงประจักษ์ ผลสำรวจในตลาดทุน พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษระยะยาว พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรปและอเมริกา สะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินที่ห่างกันลิบลับ
ในภาษาทางการเงินนั่นหมายความว่า สหราชอาณาจักร ต้องยอมรับภาระผูกพันทางการเงินที่สูงขึ้น กลุ่มประเทศพันธมิตรในยุโรปอย่างเห็นได้ชัด เพียงเพื่อที่จะระดมทุน นั่นคือกรรมวิธีที่ตลาดส่งสัญญาณว่า นักลงทุนไม่มีความไว้วางใจในนโยบายของรัฐบาล ในขณะเดียวกันอัตราแลกเปลี่ยนปอนด์ ร่วงหล่นลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบปี ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้แก่ภาคการค้า
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมถ้อยคำของนักการเมืองเพียงไม่กี่คำ ถึงสร้างความปั่นป่วนได้มากมายขนาดนี้ สิ่งนี้อธิบายได้ด้วย โครงสร้างหนี้สาธารณะ ซึ่งทุกระบบเศรษฐกิจ ต้องพึ่งพาเม็ดเงินกู้ยืม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายแผ่นดิน check here เมื่อบุคคลที่มีโอกาสบริหารประเทศ แสดงท่าทีละเลยหรือไม่ใส่ใจ ตลาดตราสารหนี้ ปฏิกิริยาทางจิตวิทยาย่อมเกิดขึ้นในเชิงลบ พวกเขาย่อมเลือกที่จะเทขายพันธบัตร ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ร่วงหล่น
ปัจจุบันยอดหนี้สาธารณะของอังกฤษ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พบว่าต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละปี คิดเป็นตัวเลขที่ใหญ่โตเกินกว่าจะจินตนาการ หากลองคำนวณแยกย่อยออกมา มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ต้องสูญเสียไป ให้กับเจ้าหนี้ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสภาวะทางการเงินที่เปราะบางขนาดนี้ การแสดงทัศนคติที่ขาดความรอบคอบ จึงถือเป็นความเสี่ยงระดับชาติที่อาจนำไปสู่หายนะ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค ต่างออกมาเตือนโดยเปรียบเทียบกับ เหตุการณ์วิกฤตในอดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงปี 1976 ที่รัฐบาลพรรคแรงงานในยุคนั้น ต้องยอมจำนนและเดินทางไปขอความช่วยเหลือ จากหน่วยงานสากลและพันธมิตรโลก อันเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเจ็บปวด ในมิติด้านความน่าเชื่อถือของประเทศ
มิติความท้าทายในรอบนี้ มีความซับซ้อนมากกว่าอดีตอย่างมาก
หากผู้นำประเทศยังคงเพิกเฉย ความพยายามที่จะฝืนกฎเกณฑ์ของตลาด มักจบลงด้วยราคาค่างวดที่แพงมหาศาลเสมอ
ในมิติของภาคเอกชนและอุตสาหกรรม คือความเคลื่อนไหวจากสถาบันการเงิน ในกรุงลอนดอนที่ต่างแสดงความวิตกกังวล โดยเฉพาะนโยบายการดึงธุรกิจบริการสาธารณะ ให้กลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของส่วนกลาง ซึ่งสร้างความไม่มั่นใจแก่ผู้ถือหุ้น
สิ่งที่ทุกฝ่ายหวาดหวั่นมากที่สุดในเวลานี้คือ "ปรากฏการณ์สมองไหลและการย้ายฐานทุน" รวมถึงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการเงิน เตรียมพร้อมที่จะอพยพฐานภาษีและทรัพย์สิน ออกจากสหราชอาณาจักร หากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการคลัง ยังคงทวีความผันผวนและไร้ทิศทาง
ปรากฏการณ์เศรษฐกิจในสหราชอาณาจักร ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัวของคนในยุโรป ซึ่งมอบแง่คิดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่คนรุ่นใหม่และเจ้าของกิจการสามารถนำมาปรับใช้ โดยมี ประเด็นหลักและข้อคิดที่จับต้องได้ดังนี้
ท้ายที่สุดแล้ว ระบบการเงินระหว่างประเทศจะยังคงทำหน้าที่ส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมา องค์กรหรือประเทศที่ไม่ยอมปรับตัวตามกลไกที่ถูกต้อง ย่อมต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ยากจะเยียวยาในท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทว่าอยู่ที่ว่าองค์กรของเราได้เตรียมแนวทางรับมือ ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังก่อตัวขึ้นในปัจจุบัน|เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนในโลกการเงินยุคใหม่}